รู้จัก Dollar Milkshake ทฤษฎีที่บอกว่า ดอลลาร์แข็งค่า กำลังสร้างปัญหาไปทั่วโลก

รู้จัก Dollar Milkshake ทฤษฎีที่บอกว่า ดอลลาร์แข็งค่า กำลังสร้างปัญหาไปทั่วโลก

11 ก.ค. 2022
รู้จัก Dollar Milkshake ทฤษฎีที่บอกว่า ดอลลาร์แข็งค่า กำลังสร้างปัญหาไปทั่วโลก - BillionMoney
รู้หรือไม่ว่าตอนนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ กำลังแข็งค่าเทียบกับเงินสกุลหลัก เกือบ 5%
ซึ่งตัวชี้วัดที่บ่งบอก การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ก็คือดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือ US Dollar Index
ที่พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 104.97 จุด ในวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 20 ปี
และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อไป
การแข็งค่าในระดับนี้ของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากอ่อนค่ามานาน
ก็ได้สร้างความปั่นป่วนในหลายประเทศ เนื่องจากต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อป้องกันค่าเงินของตัวเอง
แม้เศรษฐกิจของประเทศจะยังไม่ฟื้นตัวดีนัก
ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นทั่วโลก จากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐนี้เอง
ก็ได้ทำให้เกิด ความพยายามในการอธิบายปรากฏการณ์นี้
นั่นก็คือ ทฤษฎี Dollar Milkshake
โดยทฤษฎี Dollar Milkshake ได้ถูกสังเคราะห์โดยคุณ Brent Johnson ผู้จัดการกองทุน Santiago
จากประสบการณ์การลงทุนในสินทรัพย์ เช่น ค่าเงิน ทอง และพันธบัตรในแต่ละประเทศ กว่า 20 ปี
เขาได้ทำการเปรียบเทียบ ระบบการเงินโลกกับมิลก์เชก ได้อย่างน่าสนใจว่า
ฟองนมของมิลก์เชกนั้น ก็คือราคาสินทรัพย์ทางการเงิน
ส่วนตัวมิลก์เชก ก็คือเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ไหลเวียนอยู่ในเศรษฐกิจโลก
เพราะในตอนนี้ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินที่สำคัญมาก ต่อเศรษฐกิจโลก
โดยดอลลาร์สหรัฐนั้น เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการซื้อขาย มากที่สุดในโลก
จากมูลค่าการซื้อขายมากถึง 103 ล้านล้านบาท คิดเป็น 88.3% ของการซื้อขายทั่วโลก ในปี 2021
รวมถึงหลาย ๆ ประเทศ ยังถือเงินทุนสำรอง เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐด้วย
โดยข้อมูลจาก IMF ได้แสดงให้เห็นว่า ในไตรมาสแรกของปี 2022 นั้น
เงินสำรองระหว่างประเทศ ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มีมูลค่ากว่า 244 ล้านบาท
คิดเป็นกว่า 55% ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ทั่วโลก
และที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่แล้วหนี้ต่างประเทศของหลาย ๆ ประเทศ ก็อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย
โดยหนี้ต่างประเทศ ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐนั้น คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 60%
ของหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศทั่วโลก
แต่เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจ ในการผลิตเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือดึงเงินกลับ
คือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา เพียงผู้เดียว
เพราะฉะนั้น คุณ Johnson จึงได้เปรียบเทียบ ธนาคารกลางสหรัฐ
เป็นผู้ที่ถือหลอดไว้ดูดกินมิลก์เชก เพียงผู้เดียว
ทำให้เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ ต้องการขึ้นดอกเบี้ย และลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบ หรือที่เรียกว่า QT อย่างเช่นในปัจจุบัน
การขึ้นดอกเบี้ยนี้เอง จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุน ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่า
และดึงดูดให้เงินดอลลาร์สหรัฐ ที่นักลงทุนชาวอเมริกัน นำไปลงทุนอยู่ทั่วโลก ไหลกลับมายังสหรัฐอเมริกา
รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติเอง ก็อยากจะมาถือดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน
เนื่องจาก ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ ที่นักลงทุนมองว่า “ปลอดภัย” มีผลตอบแทนสูงขึ้น
ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และราคาสินทรัพย์ที่ผู้คนมองว่ามีความเสี่ยงมากกว่า เช่น หุ้น ตกลง
เหมือนกับเวลาที่ฟองนมเลื่อนต่ำลง เมื่อเราทำการดูดมิลก์เชก
การไหลออกของเงินทุน ที่กลับไปเสริมให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ อย่างแรกคือ
การขาดแคลนทุนสำรองระหว่างประเทศ และอย่างที่สองคือ มูลค่าของหนี้ต่างประเทศที่มากขึ้น จากการที่ค่าเงินของประเทศลูกหนี้ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
และการที่แต่ละประเทศ มีเงินสำรองระหว่างประเทศลดลง สวนทางกับ มูลค่าหนี้ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
ก็จะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ ในหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากไม่มีเงินสกุลต่างประเทศเพียงพอ ที่จะจ่ายหนี้
ถ้าหากมองสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ก็ถือว่าทฤษฎี Dollar Milkshake ค่อนข้างสอดคล้องกับในปัจจุบัน
ที่หลาย ๆ ประเทศ กำลังประสบกับ การขาดแคลนเงินสำรองระหว่างประเทศ
จนบางครั้งก็นำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ อย่างเช่น ประเทศศรีลังกา
ด้วยความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่นนี้เอง ได้ทำให้หลายประเทศ กำลังมองหาสกุลเงินใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง และทำให้นโยบายการเงินของประเทศ มีอิสระจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น
ก็เป็นที่น่าสนใจว่า ในอนาคตจะมีเหตุการณ์อะไร ที่มาลดบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐลง
และเปิดทางให้เงินสกุลใหม่ จากประเทศมหาอำนาจอื่น ขึ้นมามีบทบาทในการค้าโลก
อย่างที่เงินดอลลาร์สหรัฐ เคยก้าวขึ้นมาแทนที่ปอนด์สเตอร์ลิง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.