“ชาวนาไทย” กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จากสงคราม และปัญหาเงินเฟ้อ

“ชาวนาไทย” กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จากสงคราม และปัญหาเงินเฟ้อ

25 ก.ค. 2022
จากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน
ส่งผลให้ราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
อย่างสินค้าเกษตร และอาหารหลายรายการ ก็มีการปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นผลดีกับภาคเกษตรกรรมของไทยอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม “ชาวนาไทย” อีกหนึ่งกำลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรม
ก็อาจจะไม่ได้รับประโยชน์ จากการปรับขึ้นของราคาสินค้าเกษตร มากเท่าที่ควร
แต่กลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และปัญหาเงินเฟ้อในรอบนี้ด้วยซ้ำไป
แล้วชาวนาไทยกลายเป็นผู้รับเคราะห์ได้อย่างไร
หากลองดูภาคเกษตรกรรมของไทย จะพบว่า ชาวนาไทยมีจำนวนราว 4 ล้านครัวเรือน
หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั้งหมด
ในหลายปีที่ผ่านมา การส่งออกข้าวของไทย ต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น และประเทศคู่แข่งพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ดีขึ้น
พอเรื่องเป็นแบบนี้ จึงทำให้ส่วนแบ่งตลาดของข้าวไทยในตลาดโลก มีแนวโน้มปรับตัวลดลงมาตลอด
โดยในช่วงปี 2002-2010 ข้าวไทยมีสัดส่วนส่งออกอยู่ประมาณ 25% ของการส่งออกข้าวในตลาดโลก
แต่มาในปี 2020 ข้าวไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 13% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 47 ปีเลยทีเดียว
สาเหตุหนึ่งที่ข้าวไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดก็คือ การแข่งขันทางด้านราคา
โดยข้าวไทยมีราคาแพงกว่าผู้ส่งออกรายสำคัญอื่น ๆ ของโลก เช่น อินเดีย ปากีสถาน และเวียดนาม ที่เข้ามาแข่งขัน และส่งออกข้าวมาในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น
ในขณะที่ราคาข้าวของไทย มีการปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิ
ปี 2019 ราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิ ส่งออก 25,740 บาทต่อตัน
ปี 2020 ราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิ ส่งออก 25,128 บาทต่อตัน
ปี 2021 ราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิ ส่งออก 24,048 บาทต่อตัน
ทั้งนี้ ราคาข้าวที่โรงสีรับสีจากชาวนา จะมีการขยับขึ้นและขยับลง ตามสถานการณ์ราคาโลก
ดังนั้น เมื่อราคาข้าวในตลาดโลกลดลง โรงสีก็จะรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่ต่ำลง เป็นไปตามกลไกตลาด ชาวนาจึงได้รับผลกระทบ จากราคาข้าวในตลาดโลกของไทยที่ลดลงอีกเช่นกัน
หลายคนอาจมีคำถามต่อว่า ทำไมเราไม่ใช้กลยุทธ์การตัดราคา เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดจากคู่แข่งกลับมา ?
คำตอบก็คือ การที่ราคาข้าวของไทยถูกตั้งไว้สูง เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ ก็เพราะว่า ต้นทุนการผลิตข้าวของไทยนั้นสูงกว่าคู่แข่งมากนั่นเอง
นอกจากนี้ ฝั่งต้นทุนการผลิตก็มีการปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย
โดยเฉพาะราคาของปุ๋ยเคมี อันเป็นผลมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ๆ เช่น
- สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลก
- จีนจำกัดการส่งออก เพื่อความมั่นคงทางอาหาร
- ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น
ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าปุ๋ยเคมีเกือบทั้งหมด ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า เช่น ราคาปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปรับขึ้นเกือบเท่าตัว นับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว
เดือนมกราคม ปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อตัน
เดือนพฤษภาคม ปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 27,000 บาทต่อตัน
ถึงแม้ว่า การปลูกข้าวจะมีการใช้ปุ๋ยต่อไร่ที่น้อยกว่าพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และอ้อย
แต่ด้วยพื้นที่เพาะปลูกข้าว มีขนาดถึง 71 ล้านไร่ หรือกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่เพาะปลูกในประเทศไทยทั้งหมด นั่นก็ทำให้ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีมากตามไปด้วย
ซึ่งในช่วงที่ราคาปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นอย่างในปัจจุบัน ชาวนาจำนวนไม่น้อย จึงจำเป็นต้องลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงเป็นเท่าตัว ทำให้ผลผลิตข้าวตกต่ำ ต้นข้าวโตไม่เต็มที่ ได้เมล็ดข้าวต่อรวงน้อย และน้ำหนักเบา เพราะขาดปุ๋ยเคมีบำรุง
ส่งผลให้ชาวนาขายข้าวไม่ได้ราคาตามที่ต้องการ หรือหนักกว่านั้น อาจถึงขั้นขาดทุน และอาจจะย่ำแย่จนไม่มีเงินไปชำระหนี้ที่กู้มาลงทุน ติดหนี้สิน ต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบ เหมือนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
อีกทั้งยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะนำมาลงทุนในเทคโนโลยี พัฒนาระบบการทำงาน เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวต่อไร่ที่สูงขึ้น และลดต้นทุนการผลิตต่อไร่ที่ต่ำลง
รวมถึงชาวนาที่ต้องอาศัยเช่าที่ดินจากนายทุน ก็มีโอกาสที่จะครอบครองที่ดินเป็นของตัวเองน้อยลงไปอีกด้วย
สุดท้าย ไม่มีใครรู้ว่า ปัญหาที่ชาวนาไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ จะคลี่คลายได้เมื่อไร
แต่ยิ่งสถานการณ์ดังกล่าวยังลากยาวไปเรื่อย ๆ ชาวนาจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่รับเคราะห์จากวิกฤติสงคราม และปัญหาเงินเฟ้อหนักที่สุดกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย..
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.