ชาวยิว อิสราเอล ก้าวเป็นผู้นำ ด้านการเกษตรของโลก ได้อย่างไร

ชาวยิว อิสราเอล ก้าวเป็นผู้นำ ด้านการเกษตรของโลก ได้อย่างไร

23 ส.ค. 2022
เมื่อเราหลับตานึกถึงประเทศในแถบตะวันออกกลาง ภาพที่แทบทุกคนจะนึกถึง
คือดินแดนที่เต็มไปด้วยทะเลทราย ซึ่งยากต่อการปลูกพืชผัก หรือเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร
ซึ่งประเทศอิสราเอลเองก็เป็นหนึ่งในประเทศตะวันออกกลาง ที่มีพื้นที่ทะเลทรายปกคลุมประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ในปี 2021 ที่ผ่านมา การจัดอันดับประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารมากที่สุด โดยนิตยสาร The Economist ได้จัดให้ประเทศอิสราเอล อยู่สูงถึงอันดับที่ 12 เลยทีเดียว
และถ้าหากคุณสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ?
BillionMoney จะย่อยให้เข้าใจ
ประเทศอิสราเอล เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกสุดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยประเทศอิสราเอลมีแหล่งน้ำจืดที่สำคัญอยู่ 2 แห่ง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ คือ ทะเลสาบกาลิลี และแม่น้ำจอร์แดน ในขณะที่ทางทิศใต้จะเป็นทะเลทรายเนเกฟ ที่กินพื้นที่มากถึง 60% ของประเทศ
ส่วนพรมแดนนั้น จะติดกับประเทศเลบานอน, ซีเรีย, จอร์แดน และอียิปต์ ซึ่งต่างก็เป็นประเทศอาหรับ ที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับประเทศของชนชาติยิวอย่างอิสราเอล นอกจากนั้นต้นน้ำของแหล่งน้ำทั้ง 2 แห่ง ก็อยู่ในประเทศซีเรีย และจอร์แดน
จากสภาพภูมิประเทศจะเห็นได้ว่า นอกจากการถูกห้อมล้อมด้วยประเทศที่ไม่เป็นมิตรแล้ว อีกหนึ่งความท้าทายที่อิสราเอลต้องเผชิญคือ การขาดแคลนน้ำ เพราะการขาดแคลนน้ำนั้น นอกจากจะทำให้ผู้คนไม่มีน้ำไว้อุปโภคและบริโภคแล้ว ยังทำให้อิสราเอลไม่สามารถปลูกพืชผัก เพื่อผลิตอาหารไว้เลี้ยงตัวเองได้อีกด้วย
ซึ่งการขาดแคลนน้ำนี้ ได้เคยเป็นชนวนสู่ความขัดแย้งครั้งสำคัญของอิสราเอล อย่างเช่น สงคราม 6 วัน ในปี 1967 จากการที่แต่ละประเทศ ต่างก็แย่งกันผันน้ำจากแม่น้ำจอร์แดนไปใช้ จนเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น
ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับเช่นนี้ ประเทศอิสราเอลจึงต้องรีบแก้ปัญหา การขาดแคลนน้ำให้ได้เร็วที่สุด โดยอิสราเอลได้เริ่มจากการสร้างท่อน้ำ เพื่อลำเลียงน้ำจากทางทิศเหนือ ลงไปทางทิศใต้ที่แห้งแล้ง ตั้งแต่ปี 1947 จากนั้นก็ตามด้วยการสร้างท่อน้ำขนาดใหญ่อื่น ๆ และยังมีการสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินเพิ่มด้วย
เมื่อเรื่องแหล่งน้ำไม่ใช่ปัญหาแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือการกระจายทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพ และตรงนี้เอง ที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก ในการพัฒนาภาคการเกษตรของอิสราเอล
โดยในช่วงปี 1964 นั้น น้ำกว่า 80% ของทั้งหมด ถูกจ่ายไปให้ภาคการเกษตร ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำไว้อุปโภคและบริโภคในภาคครัวเรือน แสดงให้เห็นว่าภาคการเกษตรของอิสราเอลนั้น ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองมาก ซึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ไขปัญหานี้คือ “ระบบน้ำหยด (Drip Irrigation)”
ด้วยระบบน้ำหยดที่ได้รับการพัฒนา จากคุณ Simcha Blass ผู้ก่อตั้งบริษัทจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่าง Netafim ก็ได้ทำให้ภาคการเกษตรของอิสราเอล ใช้น้ำน้อยลงมาก เพราะการหยดน้ำเข้าไปยังรากโดยตรง ทำให้พืชได้รับน้ำ ได้ดีกว่าการใช้สปริงเกอร์ฉีดแบบเดิม ที่จะทำให้น้ำไปติดยังใบพืชเป็นจำนวนมาก จนถึงปี 1997 ภาคการเกษตรก็ใช้น้ำลดลงมาก เหลือเพียงแค่ 63% ของปริมาณน้ำทั้งหมด
อีกทั้งยังมีการนำน้ำที่ใช้แล้ว ในภาคครัวเรือนมาหมุนเวียน เพื่อใช้ใหม่ในภาคการเกษตร ส่วนภาคครัวเรือนก็จะได้รับน้ำใหม่สำหรับใช้เพิ่ม โดยมาจากการแยกน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำจืด
ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการพัฒนาประเทศนั้น ก็เกิดมาจากการลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอย่างมาก โดยในปี 2020 อิสราเอลเป็นประเทศที่มีงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา สูงที่สุดในโลก ซึ่งมากถึง 5.44% ของ GDP
เม็ดเงินที่มีไว้รองรับการพัฒนาเหล่านี้เอง ก็ได้สร้างสตาร์ตอัปทางการเกษตรจำนวนมาก โดยในปัจจุบัน อิสราเอลมีจำนวนสตาร์ตอัปทางการเกษตร มากถึง 214 แห่ง ที่ต่างก็ช่วยกันสร้างเทคโนโลยีอันทันสมัย มาใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตรของอิสราเอล
โดยตัวอย่างของสตาร์ตอัปทางการเกษตรชื่อดัง ก็อย่างเช่น SeeTree ที่สามารถตรวจสุขภาพของต้นพืช ด้วยการใช้ AI และ Machine Learning เป็นต้น
อิสราเอล จึงกลายเป็นประเทศที่ทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสินค้าทางการเกษตรที่อิสราเอล สามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก คือ น้ำนมวัว, เมล็ดทานตะวัน และอาลมอนด์ โดยผลผลิตของน้ำนมวัวในปี 2020 นั้น สูงมากถึง 12,700 ลิตรต่อตัวต่อปี เลยทีเดียว
นอกจากนี้ความสามารถในการผลิตอาหารของอิสราเอล ก็อยู่ในระดับที่สูงเช่นกัน สะท้อนจากตัวเลขผลผลิตต่อไร่ของพืชอาหารหลัก ซึ่งอยู่ในอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางด้วยกัน ดังนี้
มันฝรั่ง มีผลผลิต 5.6 ตันต่อไร่
ข้าวฟ่าง มีผลผลิต 3.3 ตันต่อไร่
ข้าวโพด มีผลผลิต 3 ตันต่อไร่
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็คงเข้าใจแล้วว่า แม้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอิสราเอล จะไม่ได้เอื้อต่อการทำการเกษตรเลย
แต่การลงทุนและพัฒนาอย่างจริงจังและตรงจุด ก็สามารถทำสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ อย่างการปลูกพืช
หรือเลี้ยงสัตว์ ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ ให้เกิดขึ้นจริงได้ แถมยังมีประสิทธิภาพในการผลิตที่สูงด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ประเทศกลางทะเลทรายอย่างอิสราเอล ได้กลายมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรที่ก้าวหน้าที่สุด และเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารในระดับสูงมากอีกด้วย..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ชาวไทย เป็นหนึ่งในแรงงานในภาคการเกษตรที่สำคัญของประเทศอิสราเอล โดยข้อมูลจากกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ของกรมการจัดหางาน พบว่า ณ ปัจจุบันนี้ มีคนไทยทำงานอยู่ในภาคการเกษตรของอิสราเอลมากถึง 18,580 คน เลยทีเดียว
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.