สรุป เคสโกง Forex3D นัตตี้ P Miner เงินสูญ 6,000 ล้านบาท

สรุป เคสโกง Forex3D นัตตี้ P Miner เงินสูญ 6,000 ล้านบาท

25 ส.ค. 2022
ช่วงนี้เราอาจได้เห็นชื่อ “Forex3D” “นัตตี้” และ “P Miner” อยู่บ่อย ๆ โดยทั้ง 3 ชื่อที่กล่าวมานี้ ต่างก็เป็นบุคคลหรือบริษัท ที่ถูกฟ้องร้องว่าโกงเงินของนักลงทุนที่นำไปลงทุนด้วย ซึ่งยอดความเสียหายรวมของทั้ง 3 คดีนี้ มีมูลค่ามากถึงประมาณ 6,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
แต่ถึงแม้ทั้ง 3 คดี จะเป็นการลงทุนในคนละสินทรัพย์, เป็นคนละบุคคลกัน แถมยังอยู่คนละพื้นที่กันอีก
แต่คดีที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันจนน่าแปลกใจ
และถ้าหากคุณสงสัยว่ามีอะไรที่เหมือนกันระหว่าง 3 ชื่อนี้ ?
BillionMoney จะย่อยให้เข้าใจ
Forex3D ก่อตั้งโดย บริษัท อาร์ เอ็ม เอส แฟมิเลี่ย จำกัด โดยมี นายอภิรักษ์ โกฎธิ เป็นเจ้าของ โดยเคสของ Forex3D เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2562 ที่ทางบริษัทเริ่มเบี้ยวไม่จ่ายปันผล จากที่เคยสัญญาว่าจะมีผลตอบแทนที่แน่นอน ทำให้ทางผู้เสียหายหลายรายรวมตัวกันฟ้องร้องต่อตัวเจ้าของ  จนเจ้าของได้หนีไปอยู่ต่างประเทศ และมาโดนจับได้ในช่วง มกราคม 2565 นี้เอง
ส่วนทาง P Miner เป็นเคสที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยทางผู้ก่อตั้งบริษัท P Miner ได้ชักชวนผู้คนมากมายมาให้ร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนในอุปกรณ์ขุดเหมืองคริปโทเคอร์เรนซี นอกจากนั้นยังได้มีการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการโพสต์ไลฟ์สไตล์ชีวิต เช่นการขับรถหรู และ ผลกำไรที่ได้จากเทรด
ทาง P Miner ได้เริ่มเปิดให้คนอื่นมาร่วมลงทุนตั้งแต่ปี 2563 โดยทางบริษัทยังมีการรับประกันผลตอบแทนเป็นเงินปันผลที่สูงถึง 10-15% ต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งผู้เสียหายบางคนได้ออกมาบอกว่า ในช่วง 2 เดือนแรกที่ลงทุน ก็ยังได้รับเงินปันผลบ้าง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เงินปันผลอีกเลย จนทำให้เริ่มเป็นกังวลว่าจะโดนฉ้อโกงหรือเปล่า จึงได้รวมตัวกันมาแจ้งความไว้ก่อน
ในขณะที่เคสของยูทูบเบอร์ชื่อดังอย่าง นัตตี้ นั้น เริ่มต้นในช่วงประมาณเดือนเมษายน 2565 โดยทางยูทูบเบอร์ได้ใช้ความดังของตัวเองเชิญชวนให้คนนำเงินมาฝาก เพื่อจะนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนและเทรดหุ้นตามที่กล่าวอ้าง
ทางยูทูบเบอร์คนดังกล่าวเอง ก็สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการออกมาไลฟ์สดแถมโชว์ผลกำไรที่ได้จากการเทรด แถมยังอ้างว่ารู้จักกับดาราดัง ๆ มากมาย จนทำให้มีผู้ติดตามหลายรายหลงเชื่อและนำเงินไปลงทุนกับทางเจ้าตัว
และเมื่อดูมูลค่าความเสียหายในแต่ละคดีนั้น ก็พบว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
Forex3D เสียหาย 2,489 ล้านบาท ล่าสุดคาดว่ามีผู้เสียหาย 9,824 ราย
นัตตี้ เสียหาย 2,000 ล้านบาท ล่าสุดคาดว่ามีผู้เสียหาย 6,000 ราย
P Miner 1,700 ล้านบาท ล่าสุดคาดว่ามีผู้เสียหาย 1,300 ราย
หรือก็คือทั้ง 3 เคสนี้ มีมูลค่าความเสียหายรวมมากถึง 6,189 ล้านบาท และมีผู้เสียหายรวมอย่างน้อย 17,124 คน 
ซึ่งสิ่งที่ทั้ง 3 คดีนี้มีร่วมกันคือ “กลยุทธ์” ในการหาคนเข้ามาเติมในวงแชร์ลูกโซ่ โดยอย่างแรกก็คือ การการันตีผลตอบแทนจำนวนมากในเวลาอันสั้น โดยที่ผู้ลงทุนไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่รอรับกำไรที่มาจากการเทรด หรือการดำเนินกิจการขุดบิตคอยน์ ซึ่งจะปันผลให้กับนักลงทุนในทุก ๆ เดือน 
การการันตีผลตอบแทนให้สูง ๆ ไว้นั้น มีจุดประสงค์เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนนำเงินมาลงทุนด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แค่การมีจำนวนเงินมาก ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่าวงแชร์ลูกโซ่จะสามารถอยู่ได้นาน 
เพราะถ้าหากนักลงทุนรายเก่าต้องการถอนเงินคืน ในขณะที่ไม่มีนักลงทุนรายใหม่เข้ามา แชร์ลูกโซ่ก็จะขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้คนขาดความเชื่อถือและแห่มาถอนเงินคืน จนกระทั่งล้มไปในที่สุด
ด้วยเหตุนี้เอง แชร์ลูกโซ่เหล่านี้จึงทำการกำหนดระยะเวลาถอนทุนเพิ่มเข้าไป เพื่อกันไม่ให้รายเก่ามาขอถอนทุนคืน ในตอนที่วงแชร์ยังไม่ได้เติบโตมาก จะได้มีเวลานำเงินจากนักลงทุนรายใหม่มาจ่ายได้ทัน 
ตัวอย่างของการใช้กลยุทธ์นี้คือ 
Forex3D ที่มีการแบ่งระดับการลงทุน โดยคนที่ยิ่งลงทุนเยอะและนานมากเท่าใด ทาง Forex3D ก็สัญญาว่าจะแบ่งกำไรให้มากขึ้นเท่านั้น หรือในเคสของนัตตี้ ก็เช่นเดียวกัน โดยนักลงทุนที่ทำสัญญาลงทุนนาน 12 เดือน จะได้รับประกันผลตอบแทนมากที่สุดถึง 35% ของเงินทุนเลยทีเดียว   
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรรู้ เพื่อที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของกลโกงพวกนี้อย่างแรกคือ ไม่มีการลงทุนที่ไหน สามารถการันตีผลตอบแทนได้ โดยเฉพาะผลตอบแทนที่สูงมากในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะขนาดนักลงทุนชื่อดังที่มีประสบการณ์ลงทุนมาทั้งชีวิต อย่าง Warren Buffet ยังได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 20.1% หรือคิดเป็นแค่ประมาณ 1.7% ต่อเดือนเท่านั้น  
และอย่างที่สองคือ เราต้องรู้จักก่อนว่าคนที่จะเอาเงินของเราไปดูแลนั้นเป็นใคร เพราะในหลาย ๆ ครั้งกลุ่มคนเหล่านี้ มักจะใช้ความมีชื่อเสียงของตัวเอง หรือแอบอ้างว่าตัวเองมีใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับการลงทุนมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้คนหลงกลได้ 
โดยวิธีเช็กที่ง่ายที่สุดคือ นำชื่อบริษัท หรือชื่อนามสกุล ของคนที่เราคิดจะลงทุนด้วย ไปตรวจสอบข้อมูลว่ามีใบอนุญาตกับทาง ธปท. และ กลต. หรือไม่ ผ่านทางเว็บไซต์ BOT License Check และ SEC Check First ซึ่งถ้าหากไม่ปรากฏ ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแชร์ลูกโซ่ 
และสุดท้ายคือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการโกงเหล่านี้ ด้วยการศึกษาหาความรู้ทางด้านการเงินเบื้องต้นไว้ เพราะเราทุกคนต่างก็มีความโลภกันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่า ความโลภที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และความเสี่ยงที่เรายอมรับได้นั้น ก็ย่อมจะดีกว่าการที่เรามีความโลภ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราลงทุนอยู่นั้น คืออะไร…
References
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.