ดอกเบี้ยผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ต่างกันอย่างไร ?

ดอกเบี้ยผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ต่างกันอย่างไร ?

30 ส.ค. 2022
ถ้าถามว่าทรัพย์สินอะไรที่คนส่วนใหญ่มักเป็นหนี้กันมากที่สุด
คำตอบคงหนีไม่พ้น หนี้รถและหนี้บ้าน
แม้ทั้งคู่จะเป็นหนี้เหมือนกัน
แต่การคิดดอกเบี้ยผ่อนบ้านกับผ่อนรถ กลับคิดต่างกันโดยสิ้นเชิง
แล้วดอกเบี้ยทั้ง 2 ประเภทนี้ แตกต่างกันอย่างไร ?
BillionMoney จะมาสรุปให้ ในแบบฉบับง่าย ๆ
เริ่มจากยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
หากเรากู้ซื้อรถในราคา 1,000,000 บาท
วางเงินดาวน์ 10% หรือ 100,000 บาท
ยอดคงเหลือ 900,000 บาท ดอกเบี้ยปีละ 6% เป็นระยะเวลา 5 ปี
ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายคือ 54,000 บาทต่อปี
ตลอดระยะเวลา 5 ปี จะเท่ากับ 270,000 บาท
เมื่อเรานำไปรวมกับเงินต้นที่ 900,000 บาท
ยอดหนี้ทั้งหมดจะเท่ากับ 1,170,000 บาท หรือตกเดือนละ 19,500 บาท
ซึ่งเป็นจำนวนที่เราต้องผ่อนคืนหนี้ไปตลอดอายุของสัญญา ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราก็จะต้องผ่อนคืนหนี้จำนวนนี้เท่ากันทุกเดือน
โดยการคิดดอกเบี้ยแบบนี้ เราเรียกว่า การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่อน
หรือ “Flat Interest Rate”
ในขณะที่หากเรากู้ซื้อบ้านในราคา 1,000,000 บาท
วางเงินดาวน์ 10% หรือ 100,000 บาท
ยอดคงเหลือ 900,000 บาท ดอกเบี้ยปีละ 6% เป็นระยะเวลา 5 ปี
สำหรับกรณีของการผ่อนบ้านนั้น
เราต้องผ่อนคืนธนาคารจำนวน 17,400 บาทต่อเดือน
โดยงวดที่ 1 เราผ่อนธนาคาร 17,400 บาท
แบ่งเป็นเงินต้น 12,900 บาท และดอกเบี้ย 4,500 บาท
ต่อมาในงวดที่ 2 เราผ่อนธนาคาร 17,400 บาท เท่าเดิม
แบ่งเป็นเงินต้น 12,964 บาท และดอกเบี้ย 4,436 บาท
จากกรณีนี้จะเห็นได้ว่าการผ่อนบ้านนั้น จะเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก หรือ “Effective Interest Rate”
โดยเมื่อเราผ่อนครบ 5 ปี หรือเดือนที่ 60 จำนวนเงินทั้งหมดที่เราจ่ายคืนธนาคาร
ก็คือ 1,043,970 บาท แบ่งเป็นเงินต้นที่กู้มา 900,000 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 143,970 บาท
ทั้งนี้ ก็ต้องหมายเหตุว่า กรณีที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลง
จำนวนดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายในแต่ละงวด ก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
แม้ว่าจำนวนเงินที่เราผ่อนคืนธนาคารในแต่ละงวด จะเท่าเดิมก็ตาม
จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า ดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์แบบคงที่ แพงกว่าดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านแบบลดต้นลดดอก เกือบเป็นเท่าตัว
แต่ก็ต้องบอกว่าในความเป็นจริงแล้ว มูลค่าของบ้านหลังหนึ่งสูงกว่ามูลค่าของรถยนต์มาก
และส่วนใหญ่แล้ว บ้านจะเป็นทรัพย์สินที่เราผ่อนยาวนานหลัก 10 ปี สูงที่สุดก็คือ 30 ปี
ซึ่งนานกว่าการผ่อนรถยนต์อยู่หลายเท่าตัว
และด้วย “ระยะเวลาการผ่อน” ที่ต่างกันนี้เอง จึงเป็นหนึ่งในเหตุผล
ที่ว่าทำไมธนาคารต้องคิดดอกเบี้ยของทรัพย์สินทั้ง 2 ประเภทนี้ต่างกัน
โดยการผ่อนสินค้า ที่มีอายุการใช้งานจำกัด จะมี “ค่าเสื่อม” แฝงอยู่
เช่น รถยนต์ เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าของรถยนต์ก็จะลดลงเรื่อย ๆ
ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี รถยนต์ก็จะไม่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้แล้ว
รถยนต์จึงต้องใช้วิธีการผ่อนแบบ Flat Interest Rate
ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้กู้หรือธนาคารนั้น พอมีกำไรจากดอกเบี้ยบ้าง
เพราะหากนำไปคิดแบบลดต้นลดดอก อ้างอิงจากตัวอย่างข้างต้นแล้ว
ธนาคารจะมีรายได้จากดอกเบี้ยหายไปครึ่งหนึ่ง เลยทีเดียว
หลายคนอาจจะบอกว่า แบบนี้ธนาคารอาจทำกำไรเกินไป
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ธนาคารก็มีต้นทุนในการหาเงินมาให้เรากู้
รวมไปถึงอาจจะต้องเจอกับความเสี่ยง กรณีที่ลูกหนี้หยุดผ่อน หรือตามเก็บหนี้ไม่ได้
ท้ายที่สุด กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อตัวธนาคาร เช่นกัน
ดังนั้น หากเราไม่อยากกู้แล้วเสียดอกเบี้ยแบบนี้ เราก็ต้องพยายามใช้เงินตัวเองวางเงินดาวน์ให้มากที่สุด
หรือรีบนำเงินมาโปะเงินกู้ทันทีที่มีโอกาส เพื่อที่จะได้ลดภาระการผ่อนให้น้อยที่สุด
กลับกันในกรณีของบ้านนั้น
ถ้าเราลองให้ธนาคาร คิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่อน หรือ Flat Interest Rate
ผู้กู้ก็จะจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
แถมอีกเรื่องสำคัญสำหรับการกู้ซื้อบ้านนั้น
ผู้กู้สามารถแบกรับภาระค่าผ่อนบ้านได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น
การผ่อนสินทรัพย์ที่มีระยะเวลายาวนาน อย่างบ้านและอสังหาริมทรัพย์
ดอกเบี้ยที่ใช้จึงเป็นแบบลดต้นลดดอก เพราะนั่นไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อผู้ให้กู้ แต่ยังรวมถึงผู้กู้ด้วย เช่นกัน..
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.