กรณีศึกษา หุ้น Turnaround ที่ให้ผลตอบแทน ได้มากกว่า 10 เด้ง

กรณีศึกษา หุ้น Turnaround ที่ให้ผลตอบแทน ได้มากกว่า 10 เด้ง

31 ส.ค. 2022
เมื่อ 10 ปีก่อน ธุรกิจหลายแห่งในตลาดหุ้นไทย ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดของโลก ในช่วงปี 2551 ถึงปี 2561
แต่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี พฤติกรรมของผู้บริโภค ไปจนถึงนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
เมื่อปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลงไป จนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรง ธุรกิจหลายแห่งจึงต้องมีการหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเปลี่ยนตัวผู้บริหาร การปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ หรือแม้แต่การเลิกทำธุรกิจเดิม แล้วมองหาธุรกิจใหม่
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและอยู่รอด ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
เรียกว่าธุรกิจ “Turnaround” หากบริษัทนั้นอยู่ในตลาดหุ้น จะเรียกว่าหุ้น Turnaround นั่นเอง
แล้วตัวอย่างหุ้นประเภทนี้ ในประเทศไทยมีอะไรบ้าง ?
BillionMoney จะมาสรุปให้ ในแบบฉบับง่าย ๆ
หุ้น Turnaround หลายตัวในไทยนั้น ได้สร้างเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่มาแล้วมากมาย
อย่างเช่น JAS
จุดเริ่มต้นของ JAS มาจากการรับสัมปทาน วางสายโทรศัพท์บ้านตามต่างจังหวัด
แต่บริษัทก็ประสบภาวะขาดทุน เนื่องจากต้องจ่ายค่าสัมปทานที่สูงเกินไป
ประกอบกับการเข้ามาของโทรศัพท์มือถือ ทำให้คนไม่ค่อยใช้โทรศัพท์บ้าน
ในตอนนั้น JAS ถือหุ้นผ่าน TT&T เพื่อประกอบธุรกิจวางสายโทรศัพท์บ้าน
ถึงแม้ธุรกิจโทรศัพท์บ้านจะประสบปัญหาขาดทุน
แต่บริษัทลูกของ TT&T ที่ทำธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน กลับมีกำไร
โดยธุรกิจนั้นคือ TTTBB หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า “3BB”
สุดท้ายแล้วเมื่อ TT&T ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก จึงต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้
รวมถึงการขายบริษัท TTTBB ให้กับ JAS ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง ความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตบ้านในไทย จึงเพิ่มขึ้น
และในที่สุด JAS ก็สามารถพลิกจากผู้ที่โดนเทคโนโลยีดิสรัปต์ กลายมาเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี
สุดท้ายแล้ว ราคาหุ้น JAS ก็วิ่งจากราคาต่ำสุดในปี 2551 ที่ราคา 0.3 บาท
ขึ้นไปแตะที่ระดับ 10 บาท ได้ภายในปี 2556 หรือคิดเป็นผลตอบแทนได้ 33 เด้ง ภายใน 5 ปี
แถมในปีนี้ AIS ก็ได้ประกาศซื้อธุรกิจอินเทอร์เน็ต 3BB จากกลุ่ม JAS เป็นมูลค่ามากถึง 32,000 ล้านบาท
ตัวอย่างหุ้น Turnaround ที่เข้าใกล้ปัจจุบันขึ้นมาหน่อยคือหุ้น JMART
รู้หรือไม่ว่า หากเราลงทุนในหุ้น JMART จำนวน 100,000 บาท ในช่วงต้นปี 2561
พอปลายปี 2561 เราจะเหลือเงินเพียง 15,000 บาทเท่านั้น
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับ JMART ?
เรื่องราวของ JMART ต้องย้อนกลับไปในปี 2531 ซึ่งเป็นปีที่คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ผู้ก่อตั้ง JMART เริ่มทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน รวมถึงก่อตั้งธุรกิจติดตามและบริหารหนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ต่อมา JMART เริ่มขยายไปยังธุรกิจใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจให้สินเชื่อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการลงทุน
ธุรกิจของ JMART เติบโตได้ดีมาเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องสะดุดลงในปี 2561 เมื่อบริษัทออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตของกำไรลง เนื่องจากธุรกิจปล่อยสินเชื่อ ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ เพิ่มขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีใหม่ หรือก็คือ IFRS9
ในขณะเดียวกัน ช่วงปี 2561 เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลงมาจากจุดสูงสุด
จากการที่ธนาคารกลางหลายแห่ง เริ่มใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว
ธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม JMART เอง ก็โดนดิสรัปต์จากเทคโนโลยี และ Business Model ที่เปลี่ยนไป เช่น
-การขายสินค้าผ่านช่องทาง E-Commerce
-การขายโทรศัพท์ผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ
ส่งผลให้ผลประกอบการของ JMART ในปี 2561 ขาดทุนถึง 277 ล้านบาท นับเป็นการขาดทุนครั้งแรกของบริษัทในรอบ 10 ปี
อย่างไรก็ตาม JMART ได้แก้ไขสถานการณ์ ด้วยการลดการขยายสาขาลง เพื่อประหยัดต้นทุน
แล้ววางแผนเพิ่มยอดขายต่อสาขาเดิมให้มากขึ้น ด้วยการนำสินค้าเทคโนโลยีอื่น เข้ามาวางขายเพิ่มเติม
นอกจากนี้ยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจบริหารจัดการหนี้ ที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ดังกล่าวประสบความสำเร็จด้วยดี
ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น จากจุดต่ำสุดที่ 3.5 บาท สู่ระดับสูงสุดที่ 64 บาท
ภายในระยะเวลา 3 ปีกว่า คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 18 เด้ง
และ JMART ก็ไม่เคยประสบภาวะขาดทุนอีกเลย
ทั้ง 2 กรณีศึกษา เป็นเพียงตัวอย่างธุรกิจ ที่สามารถ Turnaround ได้สำเร็จ
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็มีหุ้นอีกหลายตัว รวมถึงอีกหลายบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์
ที่สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้เหมือนกับ JAS และ JMART
โดยทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจก็เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่ง
หากเราไม่รู้จักการปรับตัว ธุรกิจของเราก็อาจจะสูญพันธ์ุไปเลย ก็เป็นได้..
หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้ชี้นำให้ซื้อหุ้นเหล่านี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.