ทำไมคนดัง ถึงชอบเปิดบริษัท เพื่อรับงานแสดงและโฆษณา

ทำไมคนดัง ถึงชอบเปิดบริษัท เพื่อรับงานแสดงและโฆษณา

2 ก.ย. 2022
หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างว่า ดาราและอินฟลูเอนเซอร์ หลายท่านทำธุรกิจกันเยอะมาก
และบางบริษัทที่คนดังเหล่านี้จดทะเบียนเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นนั้น ก็เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตัวคนดังเหล่านั้นเอง คือ การรับงานแสดง งานรีวิว และงานโฆษณา
รู้ไหมว่า ทำไมเหล่าคนดังต้องจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเพื่อมารับงาน ทั้งที่ตัวเองก็ทำงานด้านนั้นอยู่แล้ว
คำตอบก็คือ เพื่อลดหย่อนภาษี นั่นเอง
ทั้งนี้ ภาษี ที่เราต้องจ่ายกันทุกปีให้กับทางภาครัฐ มีอยู่ 2 แบบ คือ
-ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ทุกคนที่มีรายได้ต้องจ่ายกันทุกปี มีอัตราการเก็บแบบขั้นบันได โดยมีอัตราเรียกเก็บสูงสุดที่ 35%
-ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทจดทะเบียนต้องจ่ายกัน โดยมีอัตราเรียกเก็บสูงสุดที่ 20%
แล้วภาษีทั้ง 2 รูปแบบ เกี่ยวข้องกับธุรกิจรับงานของเหล่าคนดังอย่างไร
เราลองมาดูตัวอย่าง 2 กรณี จาก คุณ A และ คุณ B กัน
สมมติให้ คุณ A มีรายได้ต่อปีทั้งหมดจากการรับงานแสดง งานรีวิวสินค้า และงานโฆษณา เท่ากับ 10,000,000 บาท
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ต้องจ่ายกรณีไม่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเลย ยกเว้นค่าลดหย่อนส่วนตัว จะเท่ากับ 2,959,000 บาท
แต่ถ้าคุณ A ใช้สิทธิที่มีทั้งหมดที่ภาครัฐให้ เพื่อลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน
เช่น ซื้อกองทุน RMF และทำประกันชนิดต่าง ๆ
คุณ A จะต้องจ่ายภาษีทั้งหมด เท่ากับ 2,134,540 บาท
ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างของคุณ B ที่จดทะเบียนทำธุรกิจเป็นนิติบุคคลชื่อ B Company
สมมติให้บริษัทนี้ มีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 1,000,000 บาท
โดยมีคุณ B ที่เป็นเจ้าของ เป็นพนักงานคนเดียวของบริษัท
และใช้บริษัทนี้เป็นตัวแทนในการรับงานแสดง งานรีวิวสินค้า และงานโฆษณา
ในการคิดภาษีของบริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนั้น จะคำนวณจากฐานกำไรสุทธิ
โดยในกรณีนี้ สมมติให้ B Company มีกำไรสุทธิเท่ากับ 10,000,000 บาท ซึ่งเท่ากับรายได้สุทธิของคุณ A
ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ B Company ต้องจ่าย จะเท่ากับ 1,805,000 บาท
เราอาจสงสัยกันว่า ทำไม B Company ถึงไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% หรือ 2,000,000 บาท
คำตอบก็คือ B Company มีการจดทะเบียนเป็น SME เพราะมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5,000,000 บาท
และมีรายได้ไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อปี
โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME มีอัตราการเก็บแบบขั้นบันได และมีอัตราเรียกเก็บสูงสุดที่ 20%
พอเราเอาตัวเลขข้างต้นของ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ผ่านการใช้สิทธิลดหย่อนแล้ว มาเปรียบเทียบกัน เราก็จะเห็นได้ว่า ส่วนต่างของภาษีที่ต้องจ่ายนั้นสูงถึง 329,540 บาท
แต่รู้ไหมว่า คุณ B ยังสามารถทำให้ B Company จ่ายภาษีได้น้อยลงไปยิ่งกว่านี้อีก
สมมติว่า B Company เลือกจ่ายเงินเดือนให้แก่คุณ B ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของและลูกจ้างเพียงคนเดียวของบริษัท เป็นเงินเดือน เดือนละ 75,000 บาท
เท่ากับว่ารายได้ทั้งปีของคุณ B จะเท่ากับ 900,000 บาท
ซึ่งเรานับว่า 900,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวของ B Company
เท่ากับว่า กำไรของบริษัทนี้จะเหลือ 9,100,000 บาท
ซึ่งในกรณีนี้ ถ้าคุณ B ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มจำนวนตามกฎหมาย จะไม่ต้องเสียภาษีเลย
และภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ B Company ต้องจ่าย จะเท่ากับ 1,625,000 บาท
จากตัวอย่างข้างต้น เราจะเห็นว่า เมื่อเรามีการปรับให้ B Company จ่ายเงินเดือนให้แก่คุณ B
ส่วนต่างของภาษีที่ต้องจ่ายระหว่าง นิติบุคคล กับ บุคคลธรรมดา ก็จะมากถึง 509,540 บาท
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่า การจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทนั้น จะช่วยให้บรรดาคนดังสามารถลดหย่อนภาษีไปได้มากขนาดไหน
ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่เหล่าคนดังที่มีรายได้สูงเท่านั้นที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องภาษี แต่ทุกคนที่มีรายได้เอง ก็ควรทำความเข้าใจเรื่องนี้เช่นกัน
เพราะการได้รู้ว่าภาครัฐให้สิทธิไหนกับประชาชน เพื่อใช้ลดหย่อนภาษี
เงินที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ เมื่อสะสมไปเป็นเวลาหลายปีนั้น จะกลายเป็นเงินจำนวนมหาศาล
ซึ่งเงินจำนวนนี้ อาจเปลี่ยนชีวิตของเราได้เช่นกัน ถ้าเรายอมสละเวลาเพื่อทำความเข้าใจมัน..
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.