ช่องเคเบิลทีวีอเมริกัน อาจสูญพันธุ์เร็ว ๆ นี้

ช่องเคเบิลทีวีอเมริกัน อาจสูญพันธุ์เร็ว ๆ นี้

5 ก.ย. 2022
ปัจจุบัน ช่องทีวีในสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับความท้าทายจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง
เช่น Netflix และ Amazon Prime
ตั้งแต่ช่วงโควิด 19 แพร่ระบาด คนอเมริกันใช้เวลาเปิดทีวีดูคอนเทนต์จากผู้ให้บริการสตรีมมิงเพิ่มสูงขึ้น
จนถึงขั้นมีคำกล่าวออกมาจากปากของคุณ Reed Hastings ผู้ก่อตั้งของ Netflix ว่า “ในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า ช่องเคเบิลทีวีจะสูญพันธุ์”
แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องรอถึง 5 ปี
เพราะในปีนี้ คนอเมริกันเปิดทีวีเพื่อดูคอนเทนต์จากผู้ให้บริการสตรีมมิง
มากกว่าการดูรายการทีวีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แล้วช่องเคเบิลทีวีในสหรัฐอเมริกา
กำลังเผชิญกับความท้าทายขนาดไหน ?
BillionMoney จะมาสรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
เริ่มจากบริษัท Nielsen ได้มีการสำรวจพฤติกรรมการดูทีวีของชาวอเมริกันทุกเดือน เพื่อดูว่าผู้บริโภคดูคอนเทนต์แบบไหนบนจอทีวีบ้าง โดยแบ่งออกเป็น
-รายการจากช่องเคเบิลทีวี ซึ่งเป็นช่องที่ผู้บริโภคต้องเสียเงินถึงจะดูได้
-รายการจากช่อง Broadcast เป็นช่องที่สามารถดูได้ฟรี
-รายการจากผู้ให้บริการสตรีมมิง
-รายการจากช่องทางอื่น ๆ เช่น การดูผ่าน DVD หรือการดูคอนเทนต์จากผู้ให้บริการสตรีมมิง ผ่านกล่องรับสัญญาณ
จากผลการสำรวจล่าสุดที่ได้มีการเปิดเผยออกมา พบว่าในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
คนอเมริกันใช้เวลาดูสตรีมมิงคอนเทนต์ คิดเป็นสัดส่วน 34.8%
มากกว่าการดูช่องเคเบิลทีวี ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 34.4%
ในขณะที่รายการจากช่อง Broadcast คนก็เริ่มใช้เวลาดูน้อยลง
เนื่องจากหมดฤดูกาลแข่งขันของ NHL ซึ่งเป็นรายการแข่งขันฮอกกี้
รวมถึง NBA รายการแข่งขันบาสเกตบอล พร้อม ๆ กัน ส่งผลให้ยอดการรับชมกีฬาลดลงถึง 41%
จนทำให้ปีนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการสื่อสหรัฐอเมริกา
ที่คอนเทนต์จากผู้ให้บริการสตรีมมิง คือสิ่งที่คนอเมริกันใช้เวลาดูบนทีวีมากที่สุด
ความเสื่อมถอยของทั้งช่องเคเบิลทีวี และช่อง Broadcast สวนทางกับการเติบโตของแพลตฟอร์มสตรีมมิง
โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
คนอเมริกันดูคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มสตรีมมิง
เป็นเวลารวมกันกว่า 190.9 พันล้านนาทีต่อสัปดาห์
มากกว่าในช่วงล็อกดาวน์ครั้งแรกซึ่งอยู่ที่ 169.9 พันล้านนาทีต่อสัปดาห์ ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2020
แถมมากกว่าจุดสูงสุดเดิมที่ 183 พันล้านนาทีต่อสัปดาห์ ในช่วงคริสต์มาส ปี 2021
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความต้องการดูคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มสตรีมมิงไม่ได้หายไปไหน
แม้จะมีการคลายล็อกดาวน์ และชาวอเมริกันส่วนใหญ่ เริ่มกลับไปใช้ชีวิตตามปกติแล้ว
โดยจากผลการสำรวจของ Nielsen พบว่า แพลตฟอร์มที่คนนิยมดูคือ
-Netflix 8% ของช่วงเวลาการรับชมทีวีทั้งหมด
-YouTube 7.3%
-Hulu 3.6%
-Prime Video 3%
จากผลการสำรวจบ่งชี้ว่า คนอเมริกันเริ่มทดลองใช้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิงหลากหลาย
รวมถึงใช้เวลาหมดไปกับการดูแพลตฟอร์มสตรีมมิงมากขึ้น
โดยสาเหตุสำคัญที่แพลตฟอร์มสตรีมมิงสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้
มาจากการที่ค่ายหนังหลายค่าย พยายามพัฒนาแพลตฟอร์มสตรีมมิงเป็นของตัวเอง
ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ดี ๆ ได้ง่าย และมีตัวเลือกมากขึ้น
เมื่อมีตัวเลือกมากขึ้น ก็ทำให้ช่องทีวีในรูปแบบเดิมมีความนิยมลดลง
ท่ามกลางสงครามการแย่งชิงฐานผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ดุเดือด
เราไม่มีทางรู้เลยว่า ใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้
แต่ดูเหมือนว่าช่องทีวีในรูปแบบเดิม น่าจะเจอกับความท้าทายที่มากขึ้น
ซึ่งถ้าถามว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ คือใคร
คำตอบที่ได้ ก็น่าจะเป็นผู้บริโภคอย่างเรา ๆ นั่นเอง..
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.