ลงทุนแบบ DCA vs Buy the Dip แบบไหนเหมาะกับเรา ?

ลงทุนแบบ DCA vs Buy the Dip แบบไหนเหมาะกับเรา ?

7 ก.ย. 2022
เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินคำว่า “Dollar Cost Average” หรือการลงทุนแบบ DCA กันมาบ้าง
ซึ่งการลงทุนแบบนี้ คือการซื้อหน่วยลงทุนแบบถัวเฉลี่ย ในปริมาณเงินเท่า ๆ กันทุกเดือน
แต่ก็ยังมีวิธีการลงทุนอีกแบบ ที่เชื่อว่า ถ้าเราเลือกเก็บออมเงินไว้มาก ๆ
แล้วค่อยเอามาซื้อหน่วยลงทุน เมื่อราคาตกลงมาสู่จุดต่ำสุด ในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจถดถอย
เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เราจะได้รับผลตอบแทนที่สูงมาก
โดยวิธีการลงทุนแบบนี้ เราเรียกว่า “Buy the Dip”
แล้วอยากรู้ไหมว่า ระหว่างวิธีการลงทุนทั้ง 2 แบบ
แบบไหนจะเหมาะกับเรามากกว่า
BillionMoney จะมาสรุปให้ ในแบบฉบับง่าย ๆ
ก่อนหน้านี้ คุณ Nick Maggiulli ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Just Keep Buying
ได้ทดลองเพื่อเปรียบเทียบผลตอบแทน ระหว่างวิธีการลงทุนทั้ง 2 แบบ
โดยทำการลงทุนในกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ในหลายช่วงเวลา
และพบว่า ในระหว่างปี 1920-1980 นั้น
ถ้าเราลงทุนในระยะยาวเป็นเวลา 40 ปี ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะเริ่มต้นในปีไหนก็ได้ในช่วงเวลาข้างต้น
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ การลงทุนแบบ DCA ทุกเดือนนั้น จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนแบบ Buy the Dip ถึง 70%
นอกจากนี้ การศึกษาดังกล่าวยังพบว่า มีแค่ 2 ช่วงเวลาเท่านั้น ที่การลงทุนแบบ Buy the Dip จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบ DCA ได้ ก็คือ ระหว่างปี 1928-1957 และปี 1996-2019
แล้วงานวิจัยนี้บอกอะไรกับเรา ?
สรุปจากผลการวิจัย เราก็จะเห็นได้ว่าในระยะเวลาปกตินั้น วิธีการลงทุนแบบ DCA จะให้ผลตอบแทนมากกว่าวิธีการลงทุนแบบ Buy the Dip
ส่วนวิธี Buy the Dip นั้น จะให้ผลตอบแทนมากกว่าวิธี DCA ในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น
จนทำให้เราสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ในราคาที่ต่ำ
ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ช่วงเวลา
ที่ผลตอบแทนจากการ Buy the Dip สูงกว่าการ DCA เป็นช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ
โดยช่วงปี 1928-1957 มีวิกฤติ Great Depression ช่วงปี 1929-1939
และยังมีสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กินระยะเวลาตั้งแต่ปี 1939-1945
ส่วนช่วงปี 1996-2019 ก็มีวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น
-วิกฤติฟองสบู่ดอตคอม ในระหว่างปี 2001-2002
-วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ ในระหว่างปี 2008-2009
-วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด 19 ในระหว่างปี 2020-2021
ทั้งนี้ ข้อเสียของวิธีการ Buy the Dip ก็คือ เราต้องมีความสามารถในการจับจังหวะทิศทางของตลาดได้อย่างแม่นยำ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลาย ๆ คน
ส่วนในระยะยาวนั้น วิธีการ DCA จะมีข้อได้เปรียบตรงที่ เราไม่ต้องจับจังหวะทิศทางของตลาด
เพราะเราเฉลี่ยลงทุนเป็นประจำทุกเดือน ดังนั้นความผันผวนก็จะลดลง เมื่อเราลงทุนในระยะยาว
อีกทั้งยังมีงานวิจัยหนึ่งพบว่า การเลือกถือกองทุน ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเอาไว้
และไม่ทำการซื้อขายบ่อย ๆ จะช่วยลดความผันผวนลงไปได้หลายเท่าตัว
โดยงานวิจัยดังกล่าวพบว่า ระหว่างปี 1802-1997
ถ้าเราลงทุนเป็นระยะเวลา 1 ปี ความผันผวนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 18%
ถ้าเราลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี ความผันผวนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.4%
ถ้าเราลงทุนเป็นระยะเวลาถึง 25 ปี ความผันผวนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2%
อย่างไรก็ดี วิธีการ DCA ก็มีข้อเสียเช่นกัน
โดยเราอาจจะได้รับผลตอบแทนน้อยลง หรือขาดทุนได้
ในกรณีที่เราลงทุนแบบ DCA ในสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีการเติบโต ล้อไปกับเศรษฐกิจในระยะยาว
เช่น กลุ่มธุรกิจวัฏจักร หรือกลุ่มธุรกิจตะวันตกดินที่โดนดิสรัปต์ไปแล้ว
ในทางกลับกัน หากใครเป็นผู้ที่แม่นเรื่องการทำนายวิกฤติเศรษฐกิจ
การใช้กลยุทธ์ Buy the Dip ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
โดยนักลงทุนระดับโลกหลายคนก็ใช้กลยุทธ์ดังกล่าว สร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำได้เช่นกัน
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะพอได้ไอเดีย ว่าในอดีต
วิธีการลงทุนแบบ DCA และแบบ Buy the Dip มีผลลัพธ์เป็นอย่างไร
แต่ก็ต้องบอกว่า ตัวเลขผลตอบแทนในอดีต
ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคตเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น ก่อนที่เราจะมองว่า วิธีการลงทุนแบบไหนเหมาะกับเรา
เราควรศึกษาให้เข้าใจก่อนว่า “เรากำลังลงทุนในอะไรบ้าง”
เพราะหากเราเริ่มต้นด้วยความไม่เข้าใจ หรือรู้เพียงผิวเผินในสิ่งที่ลงทุน
ไม่ว่าจะ DCA หรือ Buy the Dip ก็อาจจะทำให้เราขาดทุน ได้เหมือนกัน..
References
-หนังสือ Just Keep Buying (2022) โดย Nick Maggiulli
-หนังสือ Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor (1999) โดย John C. Bogle
-https://www.upmyinterest.com/sp500/
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.