สรุปวิธี ฝึกออมเงิน ที่คนรายได้น้อย ก็ทำได้

สรุปวิธี ฝึกออมเงิน ที่คนรายได้น้อย ก็ทำได้

12 ก.ย. 2022
เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินคำแนะนำ จากกูรูทางการเงินหลายท่าน
ที่ให้เก็บออมเงินที่หามาได้ อย่างน้อย 10%
เช่น ถ้ารายได้ 20,000 บาทต่อเดือน ก็ควรเก็บออมเงินขั้นต่ำ 2,000 บาท
แม้วิธีดังกล่าวจะเป็นวิธียอดฮิตที่มีประโยชน์มาก
แต่ก็อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน เพราะรายได้ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน
ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 9,000 บาท
การให้เก็บออมเงินเดือนละ 900 บาท และเหลือไว้ใช้แค่เดือนละ 8,100 บาท
ด้วยเงินเดือนที่เหลือไว้ใช้แค่นี้ หลายคนก็อาจจะมีเงิน ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตก็ได้
โดยเฉพาะคนที่มีภาระทางครอบครัวที่ต้องดูแล หรือเรื่องหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
แล้วเราควรทำอย่างไร ถ้ากรอบการออมเงิน 10% เป็นเรื่องที่ยากสำหรับเรา
วันนี้ BillionMoney จะมาสรุปให้ในแบบง่าย ๆ
ถ้าเรามีการใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน หรือมีค่าใช้จ่าย ที่ทำให้ต้องใช้เงินที่หามาได้ในแต่ละเดือนจนหมด
การจะบอกให้เก็บออมเงิน เดือนละอย่างน้อย 10% ก็ฟังดูจะเป็นคำแนะนำที่ยากจนเกินไป
เมื่อเจอปัญหาแบบนี้ แน่นอนว่ามีทางแก้แค่ 2 วิธีเท่านั้น คือ
-หารายได้เพิ่ม
-ลดค่าใช้จ่ายลง
ทั้ง 2 วิธีนี้ เป็นวิธีที่ดี แต่ถ้าเราไม่มีเวลาเหลือ ที่จะใช้ในการหารายได้เพิ่ม เพราะมีภาระจากงานประจำหลัก
ดังนั้น เราก็จะเหลือแค่ทางเลือกเดียวเท่านั้นก็คือ การลดค่าใช้จ่ายลง
การออมเงินนั้น จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่จำเป็นจะต้องออมเยอะ
การเก็บออม คือ นิสัยและพฤติกรรมที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่สำคัญว่า ในแต่ละครั้งเราจะเก็บออมเงินที่เหลือได้เท่าไร แต่ควรทำตลอดอย่างมีวินัยก็เพียงพอแล้ว
ในช่วงเริ่มต้นที่เก็บออมเงิน เราก็อาจเก็บเงินจำนวนน้อยก่อน
และถ้าเราทำมันไปอย่างต่อเนื่อง จากเงินก้อนเล็ก ๆ ก็จะเริ่มเป็นเงินก้อนที่ใหญ่ขึ้น
และเครื่องมือในการออมเงินที่สำคัญ ที่เราทุกคนควรทำ ก็คือ
การจดทุกอย่าง ว่าเงินในกระเป๋าของเรานั้น มีการไหลเข้าและไหลออกอย่างไรบ้าง
การจดบันทึกสิ่งของจำเป็น ที่ต้องจ่ายรายเดือน โดยคำนวณออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ก็มีส่วนช่วยให้เราเก็บออมเงินได้อย่างมีวินัยมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละเดือน เรามีค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ เท่าไร นอกจากนี้ เราก็ควรจะจดหนี้สินที่ต้องจ่ายต่อเดือน และภาระค่าใช้จ่ายอื่น เช่น เงินที่เราต้องให้คนในครอบครัว เป็นต้น
การทำแบบนี้จะทำให้เรารู้ว่า เรามีค่าใช้จ่ายรายเดือนส่วนตัว เพื่อการใช้จ่ายที่จำเป็นเท่าไร ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ก็น่าจะมีจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือน
จึงเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่เราจะลดลงได้ยาก
หลังจากจดบันทึกค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ต่อมาก็คือหมวดของใช้ที่ไม่จำเป็น
โดยเราก็ต้องจดบันทึกเอาไว้ว่า เรามีค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ต่อเดือนเท่าไร
ค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ ก็ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายจากการเที่ยวต่างจังหวัด ค่าอาหารที่เราไปรับประทานตามร้านอาหารหรู เป็นต้น
พอทำอย่างนี้ไปได้สักพัก เราก็จะเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้เงินของเราได้ดีขึ้น
ขั้นตอนต่อมา เมื่อเราจดบันทึกพฤติกรรมการใช้เงินของเราในทุก ๆ วันแล้ว
เราก็ควรจะประเมินตัวเราเองทุกวันว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ มีส่วนไหนบ้างที่เราอยากให้เพิ่มขึ้น, ลดลง หรือคงตัว
เมื่อเรารู้แล้วว่า ค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่ควรลดลง และถ้าเราสามารถลดค่าใช้จ่ายนั้นได้ในเดือนถัดไป
เราก็เอาส่วนที่ไม่ได้ใช้นี้ไปออมเพิ่ม ก็จะทำให้เรามีเงินออมต่อเดือนเพิ่มมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน เราก็ควรจะควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนของเรา ไม่ให้เพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย
เพราะเมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายของเราไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
ก็จะหมายความว่า เราจะมีเงินให้ออมเพิ่มมากขึ้น
อ่านถึงตรงนี้ เราก็คงพอจะเข้าใจแล้วว่า สิ่งสำคัญของการออมเงินนั้น คือการมีวินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงแรกเราอาจจะต้องเริ่มอดออมจากเงินจำนวนน้อยก็ตาม
ทว่าการออมเงินที่น้อยแต่สร้างวินัยนี้ ก็อาจจะดีกว่าการไม่ได้ออมเงินเลย
และวันหนึ่ง เงินออมที่เริ่มจากจำนวนอันน้อยนิดนี้ ก็จะสามารถกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ในที่สุด..
References
-หนังสือ Your Money or Your Life (2008) โดย Vicki Robin และ Joe Dominguez
-หนังสือ I Will Teach You To Be Rich (2009) โดย Ramit Sethi
-หนังสือ The Richest Man in Babylon (1926) โดย George S. Clason
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.