จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตลาดหุ้นไทย เปลี่ยนวิธีคำนวณดัชนี

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตลาดหุ้นไทย เปลี่ยนวิธีคำนวณดัชนี

20 ก.ย. 2022
ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นดัชนี SET, SET50 หรือ SET100 นั้น ต่างก็ใช้วิธีการคำนวณดัชนีแบบเดียวกันคือ “ดัชนีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด” (Market Capitalization Weighted Index) การคำนวณแบบนี้เอง ก็ได้ทำให้หุ้นแต่ละตัวในดัชนี ส่งผลต่อการขึ้นลงต่อดัชนีไม่เท่ากัน
โดยจากข้อมูลของดัชนี SET50 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า หุ้นที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุด 10 อันดับแรก ในกลุ่ม SET50 มีน้ำหนักมากถึง 50% ของดัชนีเลยทีเดียว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การขึ้นลงของดัชนี SET50 หลัก ๆ แล้ว ถูกกำหนดด้วยการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นใหญ่เพียง 10 ตัวเท่านั้น
แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากดัชนีตลาดหุ้นของเรา ให้น้ำหนักหุ้นทุกตัวเท่ากัน โดยไม่ได้เทให้หุ้นใหญ่แบบนี้ ? BillionMoney จะย่อยให้เข้าใจ
ดัชนีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด เป็นดัชนีที่มีการใช้ในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ดัชนี NASDAQ และ S&P 500 ของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือดัชนี FTSE 100 ของสหราชอาณาจักร
เนื่องจากความง่ายในการคำนวณ แถมยังสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของตลาดหุ้นทั้งตลาดได้ นอกจากนี้ยังทำให้ดัชนีตลาดมีความผันผวนต่ำ เนื่องจากการขึ้นลงแรง ๆ ของหุ้น ที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ มักจะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้เกิดความพยายามที่จะคิดค้น การคำนวณดัชนีแบบใหม่ เช่น ดัชนีหุ้นแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal Weighted Index) ที่จะให้น้ำหนักของหุ้นทุกตัวในดัชนีเท่ากัน โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าตลาด เนื่องจากนักการเงินบางส่วนมองว่า ดัชนีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด อาจไม่ได้สะท้อนสภาพของตลาดหุ้นที่แท้จริง
อย่างเช่น หุ้นใหญ่ ๆ ของประเทศไทย ส่วนมากมักจะอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรม เช่น พลังงาน, พาณิชย์ หรือธนาคาร เป็นต้น ทำให้ในบางครั้ง ดัชนีที่ฟื้นตัวขึ้น ก็อาจจะไม่ได้มาจากตลาดหุ้นโดยรวม แต่เป็นเพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่ฟื้นตัวเท่านั้น ก็เป็นได้
เพราะฉะนั้นกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีหุ้น ก็จะมีความเสี่ยงที่เรียกว่า “ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว” (Concentration Risk) จากการที่กองทุน ซึ่งต้องลงทุนให้ล้อไปตามดัชนีนั้น ได้ทำการลงทุนในไม่กี่อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นเท่านั้น แทนที่จะได้กระจายความเสี่ยงออกไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรม
ซึ่งถ้าหากเปลี่ยนการคำนวณดัชนีจากแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด มาเป็นแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน ก็จะทำให้กองทุนดัชนีต่าง ๆ มีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวที่ลดลง
นอกจากนี้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ได้พบประโยชน์ของการมีดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน อีกอย่างหนึ่งคือ “ลดแรงจูงใจในการแทรกแซงดัชนี” เพราะจากที่กล่าวไปข้างต้นว่า การใช้ดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด จะทำให้หุ้นเพียงไม่กี่ตัว สามารถมีอิทธิพลต่อดัชนีตลาดได้
จึงเกิดเป็นช่องว่างให้นักลงทุนรายใหญ่มาก ๆ สามารถลากดัชนีขึ้นหรือลง เพื่อให้เป็นประโยชน์กับการลงทุนของตัวเองได้ เช่น ซื้อดัชนีฟิวเจอร์ส SET50 ไว้ และลากดัชนีขึ้นด้วยการซื้อหุ้นใหญ่เพียงไม่กี่ตัว ใน SET50 เพื่อทำกำไรจากฟิวเจอร์ส
แต่ถ้าหากดัชนีตลาดหุ้น ให้น้ำหนักกับหุ้นเท่ากันทุกตัว การจะทำแบบนี้ก็ต้องใช้เงินทุนมหาศาล เพราะต้องซื้อหุ้นทุกตัวในการดันดัชนี ซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่ต้องการจะทำแบบนี้ มีต้นทุนมากเกินไปจนไม่คุ้มค่า
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่สำคัญของการใช้ดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน คือ ดัชนีตลาดหุ้นจะมีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากหุ้นเล็กส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stocks) ที่ถึงแม้จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
แต่ถ้าหากเกิดการเปลี่ยนแปลง ของปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจชะลอตัว หรือการขึ้นดอกเบี้ย
ราคาของหุ้นเล็กเหล่านี้ ก็จะลดลงอย่างหนักเช่นเดียวกัน
นั่นจึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นแบบใหม่ จะอ่อนไหวกับความผันผวนของเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากในตอนนี้หุ้นใหญ่ และหุ้นเล็ก ต่างก็มีอิทธิพลในการขับเคลื่อนดัชนีตลาดเท่ากันแล้ว
และการที่ดัชนีผันผวนเช่นนี้เอง ก็จะทำให้กองทุนดัชนีต่าง ๆ ต้องทำการเพิ่มหรือลดสัดส่วนของการลงทุนอยู่บ่อยครั้ง กองทุนเหล่านี้จึงประสบกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จากการที่ต้องซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ และทำให้ทางกองทุน จำเป็นจะต้องเก็บค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนเพิ่ม ส่งผลให้นักลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียม จากการลงทุนในกองทุนแพงขึ้น
สรุปแล้ว ถ้าหากสมมติว่าทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเปลี่ยนรูปแบบการคำนวณดัชนีใหม่ โดยให้หุ้นทุกตัวมีน้ำหนักเท่ากัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในด้านประสิทธิภาพของตลาดหุ้นคือ แม้ตลาดจะมีโอกาสถูกแทรกแซงน้อยลง แต่ก็แลกมากับการที่ตลาดจะมีความผันผวนมากขึ้น
ส่วนในด้านของนักลงทุนนั้น แม้ว่านักลงทุนในกองทุนดัชนี จะมีความเสี่ยงที่ลดลง เนื่องจากกองทุนดัชนี สามารถกระจายการลงทุน ไปในหลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือค่าธรรมเนียมการลงทุนในกองทุน ที่จะแพงขึ้น จากการที่กองทุนต้องซื้อขายอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งจากทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นนี้เอง ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เพียงแค่เรื่องที่เราคิดว่าเล็กน้อย อย่างการเปลี่ยนวิธีคำนวณดัชนีนั้น ก็สามารถส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ได้มากกว่าที่เราคิดเลยทีเดียว..
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.