ย้อนอดีต “ฮ่องกง” ปราบ จอร์จ โซรอส ได้อย่างไร

ย้อนอดีต “ฮ่องกง” ปราบ จอร์จ โซรอส ได้อย่างไร

4 ต.ค. 2022
เมื่อพูดถึงชื่อ จอร์จ โซรอส หลายคน อาจจะวาดภาพเขา
เป็นปีศาจร้ายที่ทำลาย ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ ในปี 1992
ก่อนจะเข้าโจมตีค่าเงินบาท ในปี 1997 จนนำไปสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง
แต่รู้หรือไม่ว่า หลังจากนั้นแล้ว โซรอส ที่ดูเหมือนจะไร้เทียมทาน
กลับถูกสยบได้ด้วย ดินแดนเล็ก ๆ อย่าง “ฮ่องกง”
ซึ่งถ้าหากคุณสงสัย ว่าฮ่องกงทำอย่างไร ถึงทำให้ โซรอส พ่ายแพ้ในครั้งนี้ ?
BillionMoney จะย่อยให้เข้าใจ
ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนของฮ่องกงนั้น เป็นอย่างไร
โดยฮ่องกงนั้น ใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ซึ่งกำหนดให้
7.8 ดอลลาร์ฮ่องกง เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนนี้ ถูกใช้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 1983
แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านั้น ฮ่องกงใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว
โดยเหตุการณ์ที่ทำให้ฮ่องกง ต้องเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
ก็เนื่องจากกรณีที่ ฮ่องกง กำลังจะกลับสู่อ้อมอกของประเทศจีนในเวลานั้น
ก็ได้ทำให้ผู้คนสูญเสียความเชื่อมั่น ในค่าเงินของฮ่องกง เนื่องจากตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่า
จีนจะใช้การปกครองแบบ 1 ประเทศ 2 ระบบ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ส่งผลให้เพียงแค่ 2 วัน ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกง อ่อนค่าลงถึง 13%
ในเดือนกันยายน ปี 1983 จากแรงเทขายของผู้คน และนักลงทุนต่าง ๆ
พร้อมกับนักเก็งกำไร ที่เข้ามาผสมโรงด้วย
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ทางรัฐบาลของฮ่องกง ณ ขณะนั้น
จึงต้องตัดสินใจ เปลี่ยนเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน จากแบบลอยตัว
ให้กลายเป็นแบบคงที่ ในเดือนตุลาคมของปีนั้น โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน
ไว้ที่ 7.8 ดอลลาร์ฮ่องกง เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน
ผู้ที่ทำการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของฮ่องกง คือ องค์การเงินตราฮ่องกง (Hong Kong Monetary Authority)
ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน ธนาคารกลางของฮ่องกง แต่ไม่ได้ชื่อว่าเป็น ธนาคารกลาง
เนื่องจากฮ่องกง ไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นเพียงเขตปกครองตนเอง เท่านั้น
วิธีการที่องค์การเงินตราฮ่องกง ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ค่อนข้างแตกต่าง
กับประเทศอื่น ที่ใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เช่นเดียวกันอยู่มาก
เพราะโดยปกติแล้ว การทำให้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ยกตัวอย่างเช่น
ประเทศไทย ช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ถ้าหากเงินบาทอ่อนค่า
ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะนำทุนสำรองระหว่างประเทศ มาซื้อเงินบาท
แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่า ก็จะนำเงินบาท ไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น
แต่ด้วยการที่ฮ่องกงมีทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นดอลลาร์สหรัฐจำนวนมาก
จนถ้านำปริมาณเงินดอลลาร์ฮ่องกงทั้งหมด ที่ไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของฮ่องกงนั้น
ก็สามารถนำมาแลก เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐได้ทั้งหมด ในอัตรา
7.8 ดอลลาร์ฮ่องกง ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ทำให้องค์การเงินตราฮ่องกง ทำการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป
โดยถ้าหากดอลลาร์ฮ่องกง อ่อนค่าไปถึง 7.85 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐ
องค์การเงินตราฮ่องกง จะนำเงินดอลลาร์สหรัฐ มาแลกกับเงินดอลลาร์ฮ่องกง
ที่อยู่ในธนาคารทั่วฮ่องกง ทำให้ปริมาณเงินดอลลาร์ฮ่องกง ในระบบเศรษฐกิจ ลดน้อยลง
ซึ่งการที่ธนาคารมีเงินน้อยลง ก็จะทำให้ธนาคารต่าง ๆ จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย
เนื่องจากเหลือเงินที่จะปล่อยกู้น้อยลง และต้องการดึงให้ผู้คนมาฝากเงินเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้ามายังฮ่องกง และทำให้เงินกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ในที่สุด
และในทางตรงกันข้าม ถ้าหากดอลลาร์ฮ่องกง แข็งค่าไปถึง 7.75 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐ
องค์การเงินตราฮ่องกง จะนำเงินดอลลาร์ฮ่องกง มาแลกกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ในธนาคาร
ส่งผลให้ปริมาณเงินดอลลาร์ฮ่องกง ในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ธนาคาร
ต้องลดอัตราดอกเบี้ยลง จนทำให้เงินทุนไหลออก และนำไปสู่ค่าเงินที่อ่อนลง
ระบบนี้ได้ถูกใช้เรื่อยมา จนกระทั่งฮ่องกง ต้องพบกับบททดสอบครั้งใหญ่
หลังจากที่อังกฤษ ส่งมอบฮ่องกงให้แก่จีน ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1997
ประเทศไทยก็ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในวันต่อมา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ วิกฤติต้มยำกุ้ง
จอร์จ โซรอส เจ้าของกองทุน Quantum ก็ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ในตอนนั้น
จากการขายชอร์ตเงินบาท ด้วยการกู้ยืมเงินบาทมาขาย แลกเป็นดอลลาร์สหรัฐ
และรอให้ไทยปล่อยลอยตัวค่าเงิน ก่อนจะนำเงินดอลลาร์สหรัฐ มาแลกเป็นเงินบาท
แล้วจ่ายคืนเงินกู้ พร้อมกับทำกำไรจากส่วนต่างนั้น
เหตุการณ์นี้บวกกับการที่เขาชนะ ในการเก็งกำไรค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง จนทำให้ธนาคารอังกฤษ
แทบจะพังพินาศ ในปี 1992 ส่งผลให้ โซรอส มีความมั่นใจในฝีมือของตัวเองเป็นอย่างมาก
ซึ่งฮ่องกงในตอนนั้น ดูจะเป็นเป้าหมายที่ดี สำหรับ โซรอส
เพราะฮ่องกงยังไม่มีเสถียรภาพมากนัก จากการที่กำลังปรับตัว กับการเข้าไปรวมกับจีนอีกครั้ง
อีกทั้งยังใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เหมือนกับประเทศไทย ที่เขาเพิ่งจัดการมา
โซรอส จึงไม่รอช้า ที่จะเริ่มแผนโจมตีค่าเงินของฮ่องกงทันที
โดยแผนของ โซรอส ก็คือการขายชอร์ต เงินดอลลาร์ฮ่องกง
แบบเดียวกันกับที่ทำกับเงินบาท และเขาก็รู้ว่าฮ่องกงนั้น
จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อป้องกันค่าเงิน ซึ่งน่าจะทำให้หุ้นตก
เขาจึงทำการขายชอร์ตตลาดหุ้นฮ่องกงด้วย เพื่อจะทำกำไร ในทั้งสองตลาด
โซรอส เริ่มโจมตีค่าเงินของฮ่องกงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 1997
และเริ่มรุกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเดือนกันยายน ปีเดียวกัน
ซึ่งองค์การเงินตราฮ่องกง ก็ได้ตอบโต้ด้วยการนำเงินดอลลาร์สหรัฐ มาซื้อเงินดอลลาร์ฮ่องกง
ในระบบเป็นจำนวนมาก จนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ พุ่งไปถึง 280% ในเดือนตุลาคม
เนื่องจากธนาคารแทบไม่มีเงินดอลลาร์ฮ่องกง เหลือให้ปล่อยกู้แล้ว
แน่นอนว่าดอกเบี้ย ที่สูงมากขนาดนี้ จะทำให้ โซรอส ต้องจ่ายคืนหนี้ที่มากขึ้น
เนื่องจากเงินที่เขากู้มาขายชอร์ต ถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มอย่างมหาศาล
จนทำให้ โซรอส อาจไม่เหลือกำไรเลย แม้ฮ่องกงจะปล่อยลอยตัวค่าเงิน
แต่ถึงอย่างนั้น การที่อัตราดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ ก็ได้ทำให้
ตลาดหุ้นของฮ่องกง ปรับตัวลงอย่างหนัก โดยในเดือนตุลาคม
ตลาดหุ้นฮ่องกง ก็ติดลบมากถึง 29%
ซึ่งนั่นก็ทำให้ โซรอส ยังคงมีโอกาสได้กำไร จากการขายชอร์ตตลาดหุ้น
มาชดเชยการขาดทุน จากการโจมตีค่าเงิน ส่งผลให้ โซรอส
ขายชอร์ตตลาดหุ้นของฮ่องกง เรื่อยมาตั้งแต่ตอนนั้น
จนทำให้ตลาดหุ้นฮ่องกง ในวันที่ 13 สิงหาคม 1998
ติดลบมากถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ..
เงินดอลลาร์ฮ่องกง ที่ถูกซื้อออกไปจากระบบนั้น
กำลังจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น ที่เขากำลังทำการขายชอร์ตไว้อยู่
เพื่อปิดฉาก การต่อสู้ในสงครามค่าเงิน ระหว่างเขา และฮ่องกง
โดยในวันที่ 14 สิงหาคม 1998 ทางการของฮ่องกง ได้นำเงิน
มูลค่ากว่า 79,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 425,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน)
มาเข้าซื้อหุ้น รวมถึงสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่าง ๆ จนเดือนต่อมา
ตลาดหุ้นฮ่องกง บวกมากถึง 15% และฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยการแทรกแซงตลาดหุ้นของฮ่องกง และรัฐบาลจีน
ได้ออกมาประกาศว่า พร้อมใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศ
ที่มีอยู่อย่างมหาศาลของจีน เพื่อช่วยค่าเงินของฮ่องกงอย่างไม่อั้น
ก็ได้ทำให้ โซรอส ต้องขาดทุน และจำใจยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี
และนั่นก็ทำให้ฮ่องกง รอดพ้นจากวิกฤติมาได้ และยังสามารถรักษาสถานะ
การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ที่สำคัญของโลกอีกแห่งหนึ่ง มาจวบจนถึงปัจจุบัน..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ปัจจุบัน ฮ่องกง มีทุนสำรองระหว่างประเทศ มากที่สุดเป็นอันดับที่ 7 ของโลก
โดยคิดเป็นมูลค่ามากถึง 19 ล้านล้านบาท และคิดเป็นอัตราส่วนมากถึง 122.6% ต่อ GDP
© 2022 BillionMoney. All rights reserved.